Select Page

ภายหลังจากเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๔ พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นำคณะพระสังฆาธิการและผู้แทนเครือข่ายไทยพุทธในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 15 คน เข้าพบพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับชีวิตและความเป็นอยู่ ของพระสังฆาธิการและพุทธศาสนิกชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรองนายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงานส่งเสริมพุทธศาสนาในพื้นที่ และมอบหมายให้ ศอ.บต. จัดตั้งคณะทำงานบริหารจัดการและการขับเคลื่อนเพื่อความมั่นคงพระพุทธศาสนาและชาวไทยพุทธในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมทั้งจัดกิจกรรมด้านการส่งเสริมพระพุทธศาสนาและการเสริมสร้างสังคมพหุวัฒนธรรม ตลอดจนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือพระสงฆ์และชาวพุทธในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น

ในวันนี้ (11 มกราคม 2565) ที่ห้องประชุม 302 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เลขาธิการ ศอ.บต. พร้อมด้วย พลเอกมณี จันทร์ทิพย์ เลขาศูนย์พัฒนาและส่งเสริมพระพุทธศาสนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นาวาเอกจักรพงษ์ อภิมหาธรรม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาฝ่ายพลเรือน ศอ.บต. คณะกรรมการสมาคมเพื่อความมั่นคงพระพุทธศาสนา จังหวัดชายแดนภาคใต้ เลขาธิการศูนย์พัฒนาและส่งเสริมพระพุทธศาสนา จังหวัดชายแดนภาคใต้ และรองประธานสมาพันธ์ไทยพุทธ จังหวัดสงขลา เข้าพบ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอนุชา นาคาศัย เพื่อขอคําแนะนําการส่งเสริมพระพุทธศาสนาภายใต้ (ร่าง) แผนปฏิบัติการส่งเสริมวิถีไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2565 – 2570

สำหรับการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิถีไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้นี้ เป็นผลจากการเสวนากลุ่มเฉพาะ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย ศอ.บต.ได้ปรึกษาหารือผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระสงฆ์ คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เครือข่ายชาวไทยพุทธ ๔ องค์กรหลัก ประกอบด้วย ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมพระพุทธศาสนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สมาพันธ์ไทยพุทธจังหวัดชายแดนภาคใต้ สมาคมเพื่อความมั่นคงพระพุทธศาสนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และพุทธสมาคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ และหน่วยราชการ ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ร่วมกันพิจารณาหาแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพระสงฆ์และชาวไทยพุทธ ให้สามารถดำรงชีพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างมีคุณภาพ ตลอดจนสามารถปฏิบัติศาสนกิจตามหลักพุทธศาสนาได้อย่างต่อเนื่อง อันเป็นการสืบทอดประเพณีและวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาต่อไป ซึ่ง ศอ.บต.ในฐานะหน่วยงานหลักในการบูรณาการงานด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เห็นความสำคัญของการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อให้ประชาชนทุกศาสนิกสามารถดำรงชีพอยู่ใน “สังคมพหุวัฒนธรรม” ได้อย่างสอดคล้องและมีความสุข สามารถแสดงออกซึ่งอัตลักษณ์ตามแต่ละศาสนาได้อย่างมีอิสระและเสรีภาพ จึงได้จัดทำร่างแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิถีไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.๒๕๖๕ – ๒๕๗๐ เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการบูรณาการกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐทั้งในระดับนโยบายและในระดับพื้นที่ต่อการแก้ไขปัญหาให้กับพระสงฆ์และชาวไทยพุทธให้มีความต่อเนื่อง และบังเกิดผลเป็นรูปธรรม

นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติประสาน ยังสำนักงานพุทธศาสนาในแต่ละจังหวัดเพื่อดำเนินการเชิงรุกในการสำรวจความต้องการและสภาพปัญหาของการปฏิบัติศาสนกิจทางศาสนา โดยเฉพาะพระสงฆ์ที่อาพาธและป่วยติดเตียง เหล่านี้ต้องรีบให้ความช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน

ด้านพลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวถึงแนวทางในการส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ศอ.บต.ได้ส่งเสริมทุกศาสนกิจในทุกศาสนา ทั้งการสนับสนุนการประกอบพิธีอุมเราะห์แก่ผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี 2564 ฮิจเราะห์ 1443 ณ ประเทศซาอุดีอาระเบีย และการนำคณะสงฆ์จากจังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าเฝ้าเพื่อกราบนมัสการเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวง ศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในห้วงเดือนตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา กิจกรรมทั้งหมดจะถูกจัดทำภายใต้แผนปฏิบัติการส่งเสริมวิถีไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2565 – 2570 ซึ่งจะนำเข้าที่ประชุม คณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) ในวันที่ 13 มกราคม 2565 นี้ เพื่อส่งเสริมกิจกรรมภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม โดยเฉพาะพุทธศาสนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ศอ.บต. ได้ประสานและเชื่อมโยงเครือข่ายชาวไทยพุทธทั้งในระดับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่อื่น ๆ เพื่อให้มีความเข้มแข็งและสามารถให้ความช่วยเหลือและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป