Select Page

วันนี้ (25 มีนาคม 2563) เวลา 14:00 น. สมาคมจันทร์เสี้ยวการแพทย์และสาธารณสุขและกลุ่มนักสาธารณสุขเพื่อสังคม  เดินทางไปพบและยื่นหนังสือ นำเสนอข้อมูลทางการแพทย์และสาธารณสุขแก่ผู้นำศาสนา นายดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ที่สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

โดยเอกสารเปิดผนึกว่าด้วยข้อมูลทางการแพทย์ ที่มอบให้ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ระบุ ถึงจุฬาราชมนตรี ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ประธานสภาอูลามะฟาฏอนีดารุสาลาม อามีรญะมาอะฮ์ตับลีฆแห่งประเทศไทย ผู้นำศาสนาอิสลาม และพี่น้องมุสลิมทุกท่าน ว่าด้วยเรื่องข้อมูลทางการแพทย์และสาธารณสุขเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับสภาวะฉุกเฉินโรคระบาดโควิด 19 ซึ่งเป็นผลให้มีผู้ติดเชื้อรวม 827 ราย (ขอมูล ณ วันที่ 24 มีนาคม 2563) เสียชีวิต 4 ราย สำหรับพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลาและจังหวัดสตูล เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อโควิด 19 ในวงกว้าง มีตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันเป็นจำนวนทั้งสิ้น 70 ราย มีผู้ติดเชื้อที่ต้องเข้ารับการรักษาในห้อง ICU จำนวน 2 ราย และยังไม่มีผู้เสียชีวิต โดยเกือบทั้งหมดของผู้ติดเชื้อในพื้นที่เป็นผู้ที่ได้รับเชื้อจากการเดินทางร่วมงานชุมนุมโยร์ ที่ประเทศมาเลเซีย รวมไปถึงกลุ่มที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อกลุ่มแรก

เอกสารจดหมายเปิดผลึก ยังระบุข้อความตอนหนึ่งในหน้าที่ 2 ของเอกสารว่า ขอความร่วมมือจากผู้นำศาสนาและพี่น้องมุสลิมทุกภาค ช่วยชี้แจงทำความเข้าใจกับสมาชิกในชุมชนและสังคมถึงความสำคัญของการเว้นระยะห่างในสังคม หมายถึงการเว้นระยะห่างที่เกิดจากจริยวัตร เป็นข้อส่งเสริมและบังคับทางศาสนาในภาวะปกติ เช่น การรวมตัวละหมาดญามาอะที่มัสยิด และอาจจะรวมถึงการงดเว้นการรวมตัวกันเพื่อละหมาดวันศุกร์ ในช่วงที่มีการระบาดของโรคระบาดในพื้นที่ ซึ่งเป็นฉันทมติจากผู้รู้ทางศาสนาประเทศมุสลิมทั่วโลก ในการผ่อนผันให้ประชาชนละหมาดที่บ้านได้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด 19 ในหมู่ประชาชน

ทั้งนี้ในเอกสารวรรคสุดท้ายได้ระบุ การแก้ปัญหาดังกล่าวว่า เป็นการช่วงชิงเวลาทองคำที่จะช่วยลดความรุนแรงของโรคระบาด ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปขอให้ผู้นำศาสนาสร้างความเข้าใจต่อประชาชน ให้หลีกเลี่ยงการรวมตัวในที่สาธารณะทุกกรณี เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อ ผู้ป่วย ผู้เสียชีวิต และผ่อนภาระที่จะเกิดขึ้นในระบบสาธารณสุขในพื้นที่ไม่ให้พังทลาย เพราะต้องรับมือกับผู้ป่วยโรคระบาดเป็นจำนวนมากในคราวเดียวกัน หากมาตรการนี้ถูกใช้ช้าลงเพียงแค่ 1 วัน ในช่วงเวลาทองนี้ สถานการณ์โรคระบาดในภายภาคหน้าอาจจะสาหัสเกินกำลังที่ระบบสาธารณสุขจะรับได้ และจะนำมาซึ่งความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของพื้นที่

ผู้แทนสมาคมจันทร์เสี้ยวการแพทย์ กล่าวตอนหนึ่งว่า โรคโควิด 19 สามารถนิยามเป็นไข้หวัด เหมือนไข้หวัดทั่วไปได้สำหรับคนที่มีอายุน้อย แต่สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีประวัติมีโรคประจำตัว เมื่อได้รับเชื้อก็จะมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบมากกว่า เช่น เป็นปอดบวม ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และถึงขั้นเข้าห้องไอซียู ซึ่งจะเพิ่มภาระให้แพทย์ และหากมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจไม่สามารถรับมือได้จะนำมาซึ่งวิกฤตอีกหลายประการ จึงขอความร่วมมือพี่น้องทุกท่านในการทำ 2 อย่าง คือ การไม่แพร่เชื้อด้วยการไม่ชุมนุม และป้องกันไม่ให้คนในบ้านติดเชื้อ สำหรับผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศที่เป็นประเทศกลุ่มเสี่ยง ให้เฝ้าระวังตัวเองในการที่จะเป็นพาหะนำเชื้อสู่สมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ