Select Page

   วันนี้ (11 ม.ค.2562) ที่ ห้องรับรองรักษาราชการแทนเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต) นาวาเอกจักรพงษ์ อภิมหาธรรม ผู้อำนวยการกองบริหารยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้อนรับ นายมงคล สินสมบูรณ์ กงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู และคณะ ในโอกาสเข้าพบหลังจากเข้ารับตำแหน่งกงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู เมื่อวันที่ 3 มกราคม   ที่ผ่านมา และเพื่อหารือในการดำเนินโครงการต่างๆประจำปี 2562 ที่มีโอกาสการดำเนินการร่วมกันในเชิงบูรณาการระหว่างกงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี นายนะรี คงบันนึก ผอ.กลุ่มยุทธศาสตร์พัฒนาเจ้าหน้าที่รัฐ นายศิริพงศ์ หมัดศิริ ผอ.กลุ่มบริหารยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมภาคประชาสังคมและการพูดคุยสันติสุข นางสาวประภาพร จันทรัศมี ผอ.กลุ่มบริหารยุทธศาสตร์การต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ

   นาวาเอกจักรพงษ์ อภิมหาธรรม ผู้อำนวยการกองบริหารยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวแสดงความยินดีที่ได้มีโอกาสต้อนรับคณะกงสุลใหญ่ในครั้งนี้ ซึ่งทางศอ.บต. พร้อมให้การสนับสนุนการทำงานเชิงบูรณาการกับกงสุลใหญ่และกระทรวงการต่างประเทศอย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ยังได้บรรยายถึงบทบาทภารกิจของ ศอ.บต.ในภาพรวมว่ามีการขับเคลื่อนให้สอดคล้องกับการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี โดย ศอ.บต.พร้อมเป็นหน่วยงานหลักในพื้นที่ จชต.ในการเชื่อมโยงกับทุกหน่วยงานทั้ง ภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน โดยทั้งหมดจะครอบคลุมในการปฏิบัติงานใน 6 ด้าน อาทิ ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ  2. ด้านการพัฒนาสังคม ๓. ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ๔. ด้านการบริหารจัดการภาครัฐ  ๕. ด้านการพัฒนาเพื่อความมั่นคง และ ๖. ด้านการสร้างความเข้าใจ

   โดย ผอ.กองบริหารยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้กล่าวเสริมว่า การพัฒนาด้านเศรษฐกิจมีการขับเคลื่อนสู่การสร้างงาน สร้างอาชีพ อีกทั้งเยาวชนที่จบการศึกษาทั้งในและต่างประเทศจะต้องมีงานรองรับ การพัฒนาสังคมและทรัพยากรมนุษย์จะมีการเชื่อมโยงในทุกมิติ ส่วนการพัฒนาเพื่อความมั่นคง และการสร้างความเข้าใจกับทุกกลุ่มทุกฝ่ายจะใช้แนวทางสันติวิธี และให้เกื้อต่อการทำงานของ กอ.รมน.ภาค ๔ สน. ในการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมกันต่อไป

   ด้าน นายมงคล สินสมบูรณ์ กงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู ได้กล่าวถึงการที่ได้ติดตามภารกิจของ ศอ.บต. ว่าที่ผ่านมามีหลายประเด็นที่สอดคล้องกับการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ จึงถือโอกาสนี้มาร่วมพบปะหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางในการบูรณาการการทำงานในอนาคต โดยมีโอกาสขยายผลการทำงานไปถึงรัฐตรังกานู ซึ่งมิติการขับเคลื่อนในพื้นที่ต้องอาศัยทั้งมิติความมั่นคงและมิติการพัฒนา สำหรับมิติการพัฒนาของ ศอ.บต. ได้มีการขับเคลื่อนอย่างเต็มรูปแบบอยู่แล้ว ทั้งทางด้านอัตลักษณ์ในพื้นที่ การศึกษา และศาสนา จึงมองว่าการที่ตนเองได้มีโอกาสทำงาน ณ เมืองโกตาบารู จะสามารถเชื่อมโยงเรื่องแรงงานรวมถึงนักศึกษาในพื้นที่ได้ ถือเป็นการทำงานที่ดูแลเรื่องปลายน้ำ และให้ ศอ.บต. ดูแลในเรื่องต้นน้ำในการเชื่อมโยง สร้างความเข้าใจที่ตรงกันและสร้างความสมานฉันท์ให้มากยิ่งขึ้น โดยให้มีฐานข้อมูลที่มีความสะดวกสามารถเชื่อมโยงและเข้าถึงพื้นที่ได้จริง ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพบกับฝ่ายความมั่นคงรวมถึงผู้ว่าการรัฐฯและได้มีการอธิบายถึงการทำงานของรัฐบาลไทย ซึ่งทางรัฐบาลของมาเลเซียยืนยันว่าพร้อมให้การสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลไทย โดยขณะนี้ตามหัวเมืองต่างๆของรัฐกลันตันพร้อมเปิดพื้นที่ในการสนับสนุน ทั้งทางด้านการค้าขายสินค้าของไทย เช่น สินค้าโอท็อป หรือสินค้าของดีชายแดนใต้ เนื่องจากได้รับความนิยมจากคนในพื้นที่รวมถึงเป็นการสร้างความหลากหลายให้เกิดขึ้นระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้ยังได้มีการส่งเสริมด้านนักศึกษาไทยในต่างประเทศด้วยการสร้างความคุ้นเคยและมีกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ร่วมกัน ส่วนด้านแรงงานไทย(กลุ่มต้มยำกุ้ง)ในพื้นที่พบว่ามีจำนวนมากกว่า 1,000 ร้าน ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานขนาดใหญ่และยังคงมีความต้องการครูสอนภาษาไทยให้กับบุตรหลานเพื่อให้เรียนรู้ภาษาไทยมากยิ่งขึ้น โดยในรัฐตรังกานูมีสมาคมชาวไทยสยามที่รวมตัวกันอย่างเข้มแข็งและมีวัดในพื้นที่มากมายซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะมาร่วมกันเชื่อมโยง ซึ่งจากโครงการตรวจสารพันธุกรรม หรือ DNA ของ ศอ.บต. ก็ได้รับคำชื่นชมและเป็นที่ยอมรับจากหลายหน่วยงาน ซึ่งตนเองเชื่อว่าหาก ศอ.บต. และ กอ.รมน. มาร่วมกันต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ในพื้นที่ก็จะสามารถเสริมการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมได้ในอนาคต